javascript:void(0)

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Pokemon GO เปิดให้เล่นในไทยแล้วหลังจากที่รอกันเป็นเดือน


Pokemon GO เปิดให้เล่นในประเทศไทยแล้ว หลังจากที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยมานานเป็นเดือน ขณะนี้ได้เล่นสมใจรอแล้ว

เมื่อคืนผมเองยังลองเข้าไปดูหน้า Play Store อยู่และอุทานขึ้นมาว่าเมื่อไหร่นา จะได้เล่นสักที ตื่นเช้ามาเห็นเพจของ Pokemon GO ประกาศเปิดเพิ่มอีกใน 15 ประเทศผมนี้รีบเข้ามาดูหน้า Play Store ทันทีเพราะเป็นเกมนึงที่ผมอยากลองเล่นมากๆสำหรับ Pokemon Go  และตอนนี้ก็ได้เล่นอย่างสมใจรอ สะใจจริงๆ

ส่วนประเทศที่เปิดเพิ่มในรอบนี้มี Brunei, Cambodia, Indonesia, Laos, Malaysia, Philippines, Singapore, Thailand, Vietnam, Taiwan, Papua New Guinea, Fiji, Solomon Islands, Federated States of Micronesia, และ Palau


รูปภาพบางส่วนที่ผมได้ลองเล่น

อ่อนั้งดีใจจนเกือบลืมเลย สำหรับใครที่ยังหาไม่เจอหรือไม่รู้ว่าจะโหลดจากไหน (แต่จริงๆคงหาได้ง่ายๆอยู่แล้ว) ผมเลยเอาลิงค์โหลดของ iOS และ Play Store มาให้เพื่อความสะดวก

ลิงค์หน้าโหลดของ iOS: iOS Store
ลิงค์หน้าโหลดของ Android: Google Play Store

สุดท้ายนี้ขอให้สนุกกับการจับและเล่น โปเกม่อน โก นะครับผม เล่นเกมอย่างปลอดภัยด้วยนะครับ


เขียนโดย: ITClickMe.com

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทำไมเราต้องใช้ลีนุกซ์ (Linux)


วันนี้ผมจะอธิบายอย่างคร่า่วๆ ว่า ทำไมเราต้องมาใช้ Linux

   - ของฟรี แน่นอนระบบปฏิบัติการอย่าง Linux เป็น Open Source ซึ่งเราสามารถจะโหลดมาใช้ได้กันอย่างฟรีๆ และดัดแปลงแก้ไขได้ตามความต้องเลยครับ
   - ปลอดภัยจากไวรัส ทำไมถึงปลอดภัยจากไวรัสล่ะ ก็เพราะ Linux เป็นระบบปฎิบัติการที่มีคนใช้ไม่เยอะเท่า Window จึงทำผู้พัฒนาไวรัสไม่ค่อยอยากจะโจมตีเท่าไรยังไงละครับ
   - โปรแกรมเพิ่มเติมฟรี Linux ยังมีโปรแกรมอื่นๆอีกมากมายที่จะให้คุณได้ลองโหลดและมาใช้ได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินสักสตางค์แดงเดียว
   - มีเวอร์ชั่นใหม่อัพเดทตลอดเวลา ก็เพราะว่า Linux มีคนอยากพัฒนากันทั่วโลกทำให้ Linux มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้อย่างเราตามแทบไม่ทันกันเลย
   - ใช้ทรัพยากรณ์น้อย ระบบปฎิบัติการ Linux ยังสามารถรันได้แม้จะเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆ เพราะใช้ทรัพยากรณ์ของเครื่องน้อยมาก
   - ปราศจาก Blue Screen คุณจะไม่กังวลเรื่องจอฟ้าอีกต่อไป เพราะ Linux สามารถทำงานได้เสถียรมาก
   - เปิดคอมพิวเตอร์ได้นาน อันนี้เท่าที่ผมได้ลองจากประการณ์ของตัวเอง ผมได้ลองเปิดเครื่องและโหลดไฟลืจาก บิท นานเป็นอาทิตย์ Linux สามารถทำงานได้เหมือนเพิ่งเปิดเครื่องใหม่ๆ
   - มีกราฟฟิกที่สวยงามตระการตา Linux มีการฟฟิกที่สวยงามมากและใช้ทรัพยากรณ์น้อยมากแม้จะเป็นกราฟฟิก สามมิติ หรือกราฟฟิกที่ต้องใช้การ์ดจอหนัก มันสามารถทำงานได้อย่างสเถียรมาก อย่างเช่นกราฟฟิกของ Ubuntu, Fedora ฯลฯ
   - มีผู้ช่วยทุกที่ เพราะ Linux มันเป็นของฟรีและสามารถแก้ไขดัดแปลงได้ตามการทำให้มีผู้พัฒนาที่พร้อมจะเป็นผูั้ช่วยแก้ปัญหากับคุณทุกที่
   - มีหลายเวอร์ชั่น ก็เพราะว่าแก้ไขดัดแปลงเองได้นี้สิครับ ทำให้ Linux เกิดขึ้นมากมายหลายเวอร์ชั่น และเกิดขึ้นเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว อาทิเช่น Fedora, Ubuntu, Mint, Redhat, Debian, Xubuntu ฯลฯฃ
   - และยังมีเหตุผลอีกหลายอย่างทีเดียวละครับ ที่บอกมาเป็นแค่หลักครับ


เขียนโดย: ITClickMe.com

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีเปลี่ยนชื่อแฟนเพจเฟสบุค - facebook fanpage


สวัสดีพี่น้องชาวไอทีทุกท่านครับ นานๆทีจะได้มาเขียนบทความแบ่งปันความรู้ให้กับสังคม วันนี้ผมก้ไม่ได้มีทิปไอแปลกมาก วันนี้ผมจะมาเขียนวิธีเปลี่ยนชื่อแฟนเพจเฟสบุคครับ ซึ่งอย่างที่เรารู้ๆกันนะครับ ก่อนหน้านี้แฟนเพจของเฟสบุคไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชื่อแฟนเพจได้หากเรามียอดไลค์ตามเงื่อนไขที่เฟสบุคกำหนดนะครับ ซึ่งทำให้เป็นที่ไม่พอใจสำหรับคนที่ทำธุรกิจขายแฟนเพจ หรือไม่ก็คนที่ตั้งชื่อแฟนเพจผิด ซึ่งพอยอกไลค์เกินกำหนดแล้วไม่สามารถเปลี่ยนได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นอะไรที่งุดหงิดและเครียดมากๆ แต่สำหรับตอนนี้เราไม่ได้เป็นกังวลอีกต่อไปเพราะทาง facebook เขาได้อนุญาติให้เจ้าของเพจสามารถเปลี่ยนชื่อของแฟนเพจได้แล้ว เอาละไม่อยากโม้ให้มันยาวไปนะครับ เรามาดูกันดีกว่าว่าวิธีเปลี่ยนชื่อแฟนเพจเฟสบุคนั้นทำกันอย่างไร


ขั้นแรกเลยให้เราไปที่แฟนเพจของเราก่อนนะครับ หลังจากนั้นให้เราไปที่ การตั้งค่า กดเข้าไปเลยไม่ต้องเกรงใจ


จากนั้นตรงแถบเมนูด้านซ้ายเราจะเห็นเมนูมากมายไม่ต้องไปสนใจอย่างอื่นครับ ให้เราคลิกไปที่เมนู ข้อมูลเพจ 


จากนั้นก็จะมีหน้าต่างของข้อมูลเพจขึ้นมาครับ ให้ไปที่ ชื่อ แล้วกดปุ่ม แก้ไข


จากนั้นก็ให้เราใส่ชื่อใหม่ทีเราต้องการแก้ไขลงไปนะครับ แล้วกดปุ่ม บันทึกการเปลี่ยนแปลง


จากนั้นก็จะขึ่นป๊อปอัพว่า ส่งคำขอสำเร็จแล้ว จากนั้นให้เรากดปุ่ม ตกลง ก็เป็นอันว่าสำเร็จสำหรับวิธีการเปลี่ยนชื่อแฟนเพจเฟสบุค


เป็นบ้างละครับไม่ยากเลยใช่ไหมครับสำหรับวิธีเปลี่ยนชื่อแฟนเพจเฟสบุคหวังว่าคงจะเป็นประโยคสำหรับท่านหลายคนที่อยากจะเปลี่ยนชื่อแฟนเพจของเฟสบุค อ่อบอกไปครับ เมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วหากต้องการจะเปลี่ยนอีกครั้งต้องรอ 7 วันนะครับ


เขียนโดย: ITClickMe.com

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ดูยูทูปโดยไม่มีโฆษณามารบกวนด้วยบริการ Youtube Red


ในที่สุดก็มาสักทีบริการสำหรับคนที่รำคาญโฆษณาบนยูทูป นั้นก็คือ Youtube Red บริการใหม่จาก Youtube ที่เราต้องเสียค่าบริการรายเดือน แลกกับสิทธิพิเศษคือ ดูคลิปวิดีโอแบบไม่มีโฆษณา ดูคลิปวิดีโอแบบ Offline ได้(แบบไม่ต้องมีเน็ตนั้นเอง) ฟังเพลงจาก Youtube โดยไม่ต้องเปิดแอพฯ ค้างได้ และ ดูคลิปวิดีโอคุณภาพจากเหล่า Youtuber มืออาชีพ

ก่อนหน้านี้ได้มีข่าวลือว่า Youtube จะคิดค่าบริการในใช้ Youtube ซึ่งทำให้เรางงไปตามๆกันเลย แต่ก็มีบางคนกลุ่มที่เดาว่า Youtube อาจจะคิดค่าบริการโดยแลกกับไม่มีโฆษณามากวนใจ ผลคือพวกเขาเดาถูกต้อง เพราะตอนนี้ Youtube ได้เปิดตัว YouTube Red เป็นบริการใหม่ทีมีคิดค่าบริการเป็นรายเดือนล่ะ 9.99 เหรียญฯ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณราวๆ 350 บาทต่อเดือน เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษของยูทูป

สำหรับข้อดีของบริการนี้ หลักๆเลยก็คือ
  1. เราสามารถดูวิดีโอได้โดยไม่มีโฆษณามากวนใจแล้ว ไม่ต้องรอกดข้างโฆษณาอีกต่อไป
  2. เราสามารถโหลดวีดีโอเก็บมาดูแบบ Offline หรือดูแบบไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ตนั้นเอง
  3. สามารถเปิดคลิปแล้วปล่อยให้เล่นแบบไม่ต้องเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ได้ เหมาะสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงบนยูทูปและคนที่ใช้อุปกรณ์พกพาโดยเฉพาะ (เหมือนฟังเพลงออนไลน์ผ่าน Youtube แบบปิดหน้าจอได้)
  4. ได้สิทธิ์ในการดูคลิปวิดีโอแบบ Originals คือจะเป็นพวกช่อง Channel พิเศษของพวกมืออาชีพ หรือคลิปของดารา/ศิลปิน ที่ทั้งหมดได้เซ็นสัญญากับทาง Youtube เอาไว้ เราสามารถเข้าไปดูคลิปของพวกเขาเหล่านี้ได้นั้นเอง ความรู้สึกคล้ายๆกับการติดจาน UBC เมื่อสมัยก่อนเลย
สำหรับการจ่ายค่าบริการของยูทูปเร็ด ก็จะขึ้นอยู่กับบัญชีที่เราใช้ล็อกอิน (Google Account) เข้าดูคลิปอยู่เป็นประจำ มาผูกกับช่องทางชำระบริการนั้นเอง ซึ่งนอกจากจะมี YouTube Red แล้ว ต่อไปก็จะมีบริการใหม่ๆอย่าง YouTube Music, YouTube Gaming และ YouTube Kids เพิ่มเข้ามาอีกในอนาคต ส่วนบริการดังกล่าวนี้ จะเริ่มมีภายในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เริ่มที่สหรัฐฯเป็นประเทศแรก โดยจะเปิดให้ทดลองใช้งาน 1 เดือน จากนั้นจะเริ่มอย่างจริงจังในปี 2016 เร็วๆนี้ครับผม


ซึ่งแน่นอนเลยครับว่าตอนนี้ยังไม่เข้ามาในประเทศไทย คงต้องทำใจกับโฆษณาไปก่อน ซึ่งหากใครรับได้กับปัญหาโฆษณาคั่นกลางที่อยู่ดีๆ โผล่มากลางคลิปแบบคั่นอารมณ์แบบสุดๆ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรครับ อารมณ์เหมือนดูทีวีทั่วไป ฮ่าๆ



ที่มา: YouTube Official Blog

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Microsoft เปิดตัว Surface Book และเปรียบเทียบกับ Macbook Pro ในวานแถลงเลยทีเดียว


งานแถลงข่าวสินค้าใหม่ของบริษัทไมโครซอฟท์คืนเมื่อวานนี้ ถือเป็นงานแถลงข่าวที่น่าตื่นเต้นที่สุดของไมโครซอฟท์ในรอบหลายปีที่ผ่านมาเลยทีเดียวก็ว่าได้ ด้วยเหตุผลทั้งความหลากหลายของตัวฮาร์ดแวร์ คุณสมบัติที่น่าดึงดูดใจของฮาร์ดแวร์แต่ละรายการ และการนำเสนอที่ออกแบบมากระตุ้นความสนใจของผู้ชมเป็นอย่างดี มาถึงวันนี้ เราคงพูดได้เต็มปากแล้วว่าไมโครซอฟท์กลายร่างเป็นบริษัทฮาร์ดแวร์เรียบร้อยแล้ว และได้เวลาลบภาพลักษณ์เดิมๆ ที่ว่าไมโครซอฟท์เป็นบริษัทที่ทำซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวกันสักที เพราะคราวนี้ Microsoft ได้เปิดตัว Surface Book

เหนือกว่า Apple ?

 เป็นภาพที่น่าจะสำคัญมากในงานแถลงข่าวเมื่อวานคือภาพข้างล่างนี้ครับ


พระเอกของงานเมื่อวานนี้คงหนีไม่พ้น Surface Book โน้ตบุ๊กตัวแรกในประวัติศาสตร์ไมโครซอฟท์ แต่เขามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร? จุดที่ไมโครซอฟท์เอาโน้ตบุ๊กของตัวเอง มาเกทับเปรียบเทียบกับ MacBook Pro ของ Apple แล้วโชว์ว่าประสิทธิภาพเหนือชั้นกว่า 2 เท่า เราคุ้นชินกับสไตล์การเปรียบเทียบสินค้า 2 ตัวลักษณะนี้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักมาจากเวทีฝั่งแอปเปิล (เทียบกับสินค้าสายวินโดวส์) ตอนนี้สถานการณ์ดันกลับกัน กลายเป็นไมโครซอฟท์เกทับแอปเปิลแทน ด้วยสไตล์แบบแอปเปิลอีกต่างหาก ไมโครซอฟท์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ สามารถเอาชนะแอปเปิลที่เป็นบริษัทฮาร์ดแวร์ได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบคือจริงๆ ไมโครซอฟท์สั่งสมกำลังด้านฮาร์ดแวร์มาได้สักระยะแล้ว แค่พวกเราเองต่างหากที่ไม่ค่อยรู้สึกตัวกันว่าไมโครซอฟท์เป็นบริษัทฮาร์ดแวร์

ฮาร์ดแวร์คือยุทธศาสตร์ใหม่ของ Microsoft

ในอดีต ฮาร์ดแวร์ของไมโครซอฟท์อาจมีความหมายแค่เมาส์และคีย์บอร์ด ต่อมาไมโครซอฟท์ก็ขยับมาทำฮาร์ดแวร์เป็นกล่องเซ็ตท็อปสำหรับทีวีชื่อ WebTV (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น MSN TV) โดยใช้วิธีซื้อกิจการทั้งบริษัท แต่ก็ล้มเหลว จากนั้นไมโครซอฟท์เริ่มขยับมาทำ "อุปกรณ์" (device) ของตัวเองอย่างจริงจังด้วย Xbox รุ่นแรกในปี 2001 ซึ่งก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก พอมาถึงฮาร์ดแวร์รุ่นที่สองอย่าง Xbox 360 ก็เริ่มเห็นแสงสว่าง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเกม Xbox ของไมโครซอฟท์แทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของบริษัท และมีความเห็นจากนักลงทุนอยู่เสมอให้ "ขายออกไปซะดีกว่า"

ในทศวรรษ 2000s ไมโครซอฟท์ยังมีฮาร์ดแวร์ตัวอื่นบ้างประปราย เช่น เครื่องเล่นเพลงพกพา Zune ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง, มือถือ Danger Hiptop/T-Mobile Sidekick ที่ซื้อกิจการมาจากบริษัท Danger (บริษัทเก่าของ Andy Rubin) และโต๊ะคอมพิวเตอร์ Surface ที่ปัจจุบันใช้ชื่อว่า PixelSense

อย่างไรก็ตาม ในทศวรรษ 2010s ยุคสมัยที่อุปกรณ์ไอทีขนาดเล็กลง พกพาติดตัว และกลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล (personal device) การควบคุมประสบการณ์การใช้งานกลายเป็นเรื่องสำคัญ และแอปเปิลก็เรืองอำนาจขึ้นมาจากการควบคุมประสบการณ์ฮาร์ดแวร์-ซอฟต์แวร์ของตัวเอง

(ลองเข้าไปอ่านบทความ ยุทธศาสตร์สามก๊กไอที - ทำไม Windows จึงไร้มูลค่า และไมโครซอฟท์อาจต้องออกจากตลาดคอนซูเมอร์ ประกอบ)

ไมโครซอฟท์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามรอยเดียวกัน จุดเปลี่ยนสำคัญของไมโครซอฟท์มี 2 ครั้งคือ
- การทำแท็บเล็ต Surface ในปี 2012
- การซื้อธุรกิจมือถือของโนเกียในปี 2013

จุดเปลี่ยนสองครั้งนี้ทำให้ไมโครซอฟท์เข้าสู่ธุรกิจฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์อย่างเต็มตัว ถึงแม้ว่าช่วงแรกๆ จะยังขลุกขลักอยู่บ้าง เช่น Surface ขายไม่ออกจนต้องตัดขาดทุนบัญชี หรือ Lumia/Windows Phone กินส่วนแบ่งตลาดต่ำมาก แต่พอมาถึงปี 2015 ก็ดูเหมือนว่าจิ๊กซอที่ไมโครซอฟท์ค่อยๆ บรรจงต่อขึ้นในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมาเริ่มจะเข้ารูปเข้ารอยแล้ว มุมมองของไมโครซอฟท์ต่อการทำฮาร์ดแวร์ สะท้อนให้เห็นใน ยุทธศาสตร์ใหม่ของบริษัทที่เน้นธุรกิจ 3 ขา ส่วนของฮาร์ดแวร์อยู่ภายใต้หมวด Create more personal computing หรือแปลได้ง่ายๆ ว่าสร้างโลกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแห่งอนาคต ที่ไม่จำกัดเฉพาะพีซี

ครบทุกสายผลิตภัณฑ์

 การซื้อธุรกิจมือถือของโนเกีย ทำให้ไมโครซอฟท์มีผลิตภัณฑ์สายมือถือเพิ่มเข้ามา ส่วนการตัดสินใจทำ Surface ตอนแรกอาจเป็นแค่การแสดงตัวอย่างให้พันธมิตรฮาร์ดแวร์เห็น แต่พอเวลาผ่านไป Surface ก็ค่อยๆ กลายเป็นธุรกิจจริงจังของไมโครซอฟท์เช่นกัน นอกจากธุรกิจฮาร์ดแวร์แบบ "ในกรอบ" แล้ว ช่วงหลังไมโครซอฟท์ยังแตกไลน์ไปทำฮาร์ดแวร์แนวใหม่อย่าง Microsoft Band (wearable แบบสายรัดข้อมือ) และ HoloLens (wearable แบบแว่น AR) รอเอาไว้แล้วด้วย เมื่อเรานำ Xbox ที่เป็นธุรกิจเฉพาะของตัวเองอยู่แล้วมารวมด้วย และบวกกับ Surface Book ผลิตภัณฑ์ใหม่ตัวล่าสุดของบริษัท เราจะเห็นว่าไมโครซอฟท์มีฮาร์ดแวร์ครบเครื่องทีเดียว เมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่ม "สามก๊กไอที" Apple และ Google


ถ้าหากเราดูตารางเปรียบเทียบข้างต้นแล้ว จะเห็นว่าไมโครซอฟท์มีสายฮาร์ดแวร์กลุ่ม first-party หรือบริษัททำเอง (สีเขียว) เทียบเคียงได้กับแอปเปิล ที่มีรากเหง้าจากการเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ส่วนกูเกิลถึงแม้จะมีครบทุกช่องก็จริง แต่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปการจับมือกับพาร์ทเนอร์ซะมากกว่า (สีเหลือง) สินค้าฮาร์ดแวร์บางตัวของไมโครซอฟท์อาจยังเป็นรองคู่แข่ง (เช่น Lumia เทียบกับ iPhone) แต่ก็มีบางสมรภูมิที่ไมโครซอฟท์เหนือกว่าอย่างชัดเจน (เช่น Xbox One) หรือทำดักรออนาคตไว้ไกลมากแล้ว (HoloLens) จุดอ่อนของไมโครซอฟท์ในตารางข้างต้น คงมีแต่พีซีแบบเดสก์ท็อปที่ไมโครซอฟท์ใช้วิธีจับมือกับพาร์ทเนอร์มาโดยตลอด ในยุคที่เดสก์ท็อปหดตัว โลกหมุนเข้าสู่อุปกรณ์พกพาหรือเคลื่อนย้ายได้สะดวก โอกาสที่ไมโครซอฟท์จะมาทำ Surface Desktop คงเป็นไปได้ยาก อีกประเด็นที่น่าสนใจคือสายผลิตภัณฑ์เกือบทั้งหมดของไมโครซอฟท์อยู่ภายใต้แนวคิด "ระบบปฏิบัติการเดียว" ไล่ตั้งแต่ Lumia ไปจนถึง Xbox ล้วนแล้วแต่ใช้แกน Windows 10 ตัวเดียวกัน ใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ Universal Windows App เหมือนกัน ในขณะที่คู่แข่งทั้งสองรายกลับใช้วิธีแยกระบบปฏิบัติการตามงานแต่ละประเภท (iOS + OS X และ Android + Chrome OS) ตรงนี้ต้องดูกันต่อไปในระยะยาวว่าแนวทางของใครคือแนวทางที่ถูกต้อง

Lumia กับการกลายร่างเป็นพีซี

ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากตัวหนึ่งในงานเมื่อวานคือ Lumia 950/950 XL ที่มาพร้อมกับแนวคิด Continuum แปลงเป็นพีซีได้ด้วยการต่อ Dock



ต้องยอมรับกันว่า Lumia ตามหลังคู่แข่งมากในช่วงหลัง พอมาถึงยุคของ Lumia 950 ไมโครซอฟท์จึงโต้กลับเต็มที่ โดยอัดฟีเจอร์ด้านฮาร์ดแวร์มาเยอะที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • Snapdragon 810 แรงที่สุดในรอบปีปัจจุบัน 
  • หน้าจอความละเอียดสูง ใช้กระจกจอ Gorilla Glass 4 และฟีเจอร์ Glance Screen ที่เป็นเอกลักษณ์ 
  • กล้องคุณภาพสูงตามมาตรฐาน PureView (ส่วนจะดีกว่าคู่แข่งหรือไม่ ต้องรอดูของจริง) 
  • ความจุเริ่มต้นที่ 32GB และเหนือกว่าคู่แข่งตรงใส่ microSD เพิ่มได้ 
  • แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ไม่กั๊ก พร้อมระบบชาร์จเร็ว ชาร์จไร้สาย 
  • ระบบสแกนม่านตาพร้อมล็อกอินด้วย Windows Hello
จุดขายสำคัญที่ Lumia 950 เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นคือต่อ dock แล้วแปลงกายเป็นพีซีได้ ซึ่งใช้ประโยชน์จากแนวคิด Universal Windows App ของ Windows 10 อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะอยากได้ฟีเจอร์นี้เสมอไป และไมโครซอฟท์ก็ทราบดีโดยวาง Display Dock ไว้เป็นอุปกรณ์เสริมให้เลือกซื้อกันเอง แต่ก็อย่างที่เขียนไปแล้วครับว่า ยุทธศาสตร์ของไมโครซอฟท์คือ Windows 10 สำหรับทุกสิ่ง ดังนั้น Lumia เป็นแค่ชอยส์แรก ถ้าไม่ถูกจริตก็ยังมี Surface รอคุณอยู่

Surface Family

ส่วนการเปิดตัว Surface Book ทำให้ไมโครซอฟท์มีผลิตภัณฑ์กลุ่มใช้ทำงาน (productivity) ครบทุกระดับ ดังภาพ


Surface Book ถูกวางตัวมาจับกลุ่มผู้ใช้ระดับบน มีกำลังซื้อ ต้องการอุปกรณ์ใช้ทำงานที่สมรรถนะสูงแต่ก็ยังพกพาสะดวก ตอบโจทย์เรื่องการออกแบบที่พรีเมียม

ถ้าดูในแง่สเปกและความสามารถแล้ว Surface Book แทบจะไร้ที่ติ
  • เป็นโน้ตบุ๊กสมรรถนะสูง ใช้ซีพียู Skylake รุ่นล่าสุด, GPU แยกเฉพาะ, อัดแรม-ฮาร์ดดิสก์ได้เยอะ 
  • ดีไซน์สวยงาม 
  • น้ำหนักเบา พกพาสะดวก แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 
  • แยกร่างเป็นแท็บเล็ตได้ มีปากกา Surface Pen มาให้ ทำได้ทุกอย่างเท่าที่ Surface Pro ทำได้

จุดเด่นของ Surface Book คือเป็นอุปกรณ์แบบใหม่ ทำงานได้ทั้งแท็บเล็ต-โน้ตบุ๊กในตัวเดียว ในขณะที่ฝั่งของแอปเปิลยังไม่มีอุปกรณ์ประเภทนี้ หลายคนจำเป็นต้องพก iPad/Macbook พร้อมกันซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนัก และโซลูชันของแอปเปิลก็ดูเหมือนจะผลักให้ผู้ใช้ไปทาง iPad Pro มากกว่าในระยะยาว (ทิศทางของแอปเปิลชัดเจนมานานแล้วว่า iOS สำคัญกว่า OS X)

จุดอ่อนของไมโครซอฟท์คือเรื่องแอพสมัยใหม่ที่ยังน้อยกว่าคู่แข่ง (แม้จะมีแอพแบบ win32 ยังใช้เป็นจุดขายได้) และแบรนด์ของไมโครซอฟท์ที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่ากับแอปเปิล ซึ่งของพวกนี้ต้องสั่งสมตามระยะเวลา

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลัง Surface Pro เริ่มทำผลงานได้เข้าตาลูกค้ามากขึ้น และในงานเปิดตัว Surface Book เราก็เห็นสัญญาณที่ดีในแง่ของแบรนด์ เมื่อผู้ชมในห้องลุกขึ้นปรบมือ (standing ovation) ตอนที่ Panos Panay ผู้บริการไมโครซอฟท์โชว์ทีเด็ดว่า Surface Book นั่นแยกร่างได้



ถึงแม้ผู้ชมในห้องจะไม่ได้ลุกขึ้นทั้งหมด แต่อาการแบบนี้เราจะเห็นเฉพาะกับงานแถลงข่าวของแอปเปิลเท่านั้น (ครั้งล่าสุดคือ Tim Cook ใส่ Apple Watch มาโชว์) การที่ไมโครซอฟท์เริ่มสร้างสภาวะแบบนี้ได้แล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าแบรนด์ของไมโครซอฟท์เริ่มกลับมาดู "เซ็กซี่" มากขึ้น

ในภาพรวมแล้ว Surface Book ถือเป็นการขยับหนีไปอีกขั้นของไมโครซอฟท์ ที่สามารถสร้างฮาร์ดแวร์ที่เหนือกว่าคู่แข่งได้ ตรงนี้ Panos Panay พูดไว้บนเวทีหลายครั้ง เช่น "คู่แข่งของเราพยายามทำปากกาบ้าง" "ดินสอของพวกเขาไม่มียางลบ แต่ของเรามี" และจุดสำคัญคือเขาบอกว่า Surface Pro 4 เป็นแค่การปรับปรุงของเดิมให้ดีขึ้น แต่ไมโครซอฟท์ไม่พอใจแค่นั้น และต้องการสร้าง "ผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่" (category invention) ขึ้นมาอีกรอบ

ผลกระทบจาก Surface Book

แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก Surface Book และนโยบายด้านฮาร์ดแวร์ของไมโครซอฟท์ กลับไม่ใช่แอปเปิล (หรือกูเกิล)

 การทำฮาร์ดแวร์ของไมโครซอฟท์ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ platform war เพื่อให้มีแนวรบทัดเทียมคู่แข่ง ในภาพรวมแล้วเราจะยังเห็น platform war ลักษณะนี้ดำเนินต่อไป และสภาพ "สามก๊กไอที" จะยังเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด (แต่สภาพการณ์ของไมโครซอฟท์ดูดีขึ้นมากในช่วงหลัง ถือว่าแก้เกมได้ดีมาก)

ดังนั้น ถึงแม้ว่า Surface Book อาจดึงให้ลูกค้า MacBook Pro หันมาสนใจได้บ้าง แต่ในภาพใหญ่แล้ว แอปเปิลก็จะยังขายของได้มากมายเหมือนเดิม (แค่อาจจะโดนไมโครซอฟท์เกทับหรือหยิกแกมหยอกมากขึ้นอีกหน่อย)

คนที่โดนผลกระทบเข้าเต็มๆ กลับเป็นพาร์ทเนอร์ของไมโครซอฟท์ที่ทำธุรกิจโน้ตบุ๊กอย่าง Dell หรือ HP

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเหล่านี้แสดงให้เราเห็นว่าไม่สามารถก้าวข้ามโน้ตบุ๊ก และสร้าง "คอมพิวเตอร์" ประเภทใหม่ขึ้นมาได้ จนสุดท้ายไมโครซอฟท์ต้องลงมือทำ Surface เองเพื่อแสดงให้เห็นว่าอนาคตของคอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร?

Surface อาจเป็นแค่อุปกรณ์แนวทดลอง เป็นอุปกรณ์แนวใหม่ที่ไม่เคยมีอยู่ก่อน ผลกระทบต่อผู้ผลิตโน้ตบุ๊กเหล่านี้อาจยังไม่เยอะนัก

ตอนนี้ไมโครซอฟท์สร้างโน้ตบุ๊กของตัวเองสำเร็จแล้ว และเราคงต้องยอมรับกันว่า Surface Book ดูดีกว่าโน้ตบุ๊กสายวินโดวส์ทั้งหมดในท้องตลาด แถมไมโครซอฟท์ยังเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเองทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

คำถามคือผู้ผลิตโน้ตบุ๊กเดิมที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ทั้งด้านซอฟต์แวร์ (ไม่ได้เป็นเจ้าของ OS) และฮาร์ดแวร์ (ทำสู้ไมโครซอฟท์ไม่ได้) จะอยู่ได้อย่างไร?

สถานการณ์แบบนี้ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มตัวเองอย่าง Sony, Motorola หรือ HTC โดนกันมาก่อนแล้ว เราเห็นผลลัพธ์ชัดเจนว่าส่วนแบ่งตลาดของบริษัทเหล่านี้ลดลงมากในช่วงหลัง กลายเป็นบริษัทหน้าใหม่ที่แข่งขันเรื่องราคาได้อย่างบริษัทจีนทั้งหลาย เริ่มผงาดขึ้นมาแทน (แต่ก็ต้องแลกด้วยกำไรบางเฉียบ)

ถึงตอนนี้โลกของผู้ผลิตพีซีกำลังเจอความท้าทายแบบเดียวกัน และเป็นหน้าที่ของบริษัทอย่าง Dell, HP, Lenovo, Acer, ASUS ที่จะต้องดิ้นรนหาทางออกให้อยู่รอดได้ ในยามที่ไมโครซอฟท์กลายเป็นบริษัทฮาร์ดแวร์เต็มตัว


ที่มา: blognone.com

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Windows 10 กำลังขโมยแบนวิธอินเทอร์เน็ตของคุณอยู่จากค่าดั้งเดิม "ปิดมันซะ"


สวัสดีครับชาวไอที ชาวเน็ตทุกท่าน นานๆทีจะได้มานั้งเขียนบทความดีๆให้ทุกท่านได้อ่านกัน ยังไงก็ต้องขอโทษคนที่กำลังติดตามบทความด้วยนะครับที่นานๆ ทีจะมาโผล่ครั้งนึง คราวนี้ก็มีเรื่องดีๆอยากจะมาแบ่งปันให้ชาวเน็ตได้รู้กันละครับเกี่ยวกับ Windows 10 ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันนี้ 29 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมานี้ ซึ่งแน่นอนละครับผมก็คนนึงที่อัพเดทเวอร์ชั่น Windows ของผมให้เป็น Windows 10 แต่หลังจากที่ผมใช้อยู่สักพักรู้สึกว่าทำไมอินเทอร์เน็ตของผมรู้สึกช้าโดยเฉพาะค่าอัพโหลดที่ช้ามากๆ ลำพังผมก็ใช้เน็ตบ้านๆค่าอัพโหลดอยู่ที่ 512 kbps อยู่แล้วพอมาใช้ Windows 10 นี้ยิ่งช้าไปมากเลย ผมก็เลยลองหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตก็ไปเจอบทความหนึ่งของ thehackernews.com ก็ทำให้รู้ทันทีเลยว่า Windows 10 ใช้การอัพเดท Windows รูปแบบ torrent เหมือนโปรแกรมพวก bit ทั่วไปเลยรู้สาเหตุว่าทำไมถึงช้า เพราะการทำงานในรูปแบบนี้ทำให้ Windows สามารถใช้ ไฟล์อัพเดทจากคนที่อัพเดทเรียบร้อยแล้วจากเซิฟเวอร์ แล้วใช้ ยูเซอร์ คนนั้นเป็นคนปล่อยตัวอัพเดทไปอีกที ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ Windows สามารถอัพเดทได้อย่างรวดเร็ว ฟีเจอร์นี้เรียกว่า Windows Update Delivery Optimization (WUDO) ทำให้ Microsoft ประหยัดแบนวิธที่จะเข้ามาในเซิฟเวอร์ตัวเองถึง 40 Terabits(TBps) ต่อวินาทีเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นแบนวิธที่มหาศาลมาก ถึงฟีเจอร์นี้จะทำให้สามารถอัพเดท Windows ได้เร็วก็จริงแต่นั้นก็ทำให้เราเสียแบนวิธอัพโหลดอยู่ตลอดเวลาเลย ซึ่งคิดดูแล้วหากค่าอัพโหลดของเน็ตเราไม่แรงพอเราควรปิดไปเลยดีกว่า เพราะเราแค่ปิดไม่ให้คอมพิวเตอร์ส่งอัทเดพออกไปเท่านั้น ไม่ได้ปิดการอัพเดทวินโดว ในส่วนของการอัพเดทอัตโนมัตินั้นจะยังคงทำงานอยู่

หลังจากที่ผมโม้ไปมากแล้วคราวนี้เรามาดูวิธีการปิดเจ้าตัว WUDO นี้ดีกว่าเพราะเจ้านี้มันจะเปิดอัตโนมัติจากค่า Default

 ปิดฟีเจอร์นี้ซะแล้วทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
  • ไปที่ Settings ใน Start menu 
  • ค้นหาคำว่า Update & Security 
  • ตรงที่ Windows Update ให้เราเปิด Advanced Options 
  • ตรงที่ Choose How Updates are Installed, ให้เราเลือก Choose how updates are delivered 
  • ติกออกตรง Updated from More than One Place
เพียงเท่านี้เจ้าตัว Windows 10 ก็ไม่ขโมยค่าอัพโหลดของอินเทอร์เน็ตแล้วละครับ 

เพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ เจ้าฟีเจอร์ WUDO ก็โอเคทำให้ผู้ใช้วินโดว 10 สามารถอัพเดทได้เร็วขึ้นเพราะผู้ใช้ต่างก็ช่วยกันส่งไฟล์อัพเดทให้กัน ต่างจากโหลดจากเซิฟเวอร์ของ Microsoft ที่เดียว แต่นั้นละครับก็ต้องแลกด้วยแบนวิธของค่าอัพสปีดของอินเทอร์เน็ตเรา



ที่มา: thehackernews.com

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ไมโครซอฟท์เปิดช่องทางแจก Windows 10 ฟรี


อย่างที่เรารู้กันมาก่อนแล้วว่าไมโครซอฟท์นั้นจะให้สิทธิ์คนที่ใช้ Windows 7 และ Windows 8 แท้สามารถอัพเกรดเป็น Windows 10 ได้ฟรีโดยไม่ต้องซื้อ Windows 10 ใหม่ แต่ล่าสุดได้มีข่าวออกมาว่า ไมโครซอฟต์ได้เปิดช่องให้คนที่ไม่เคยได้ใช้ Windows แท้มาก่อนสามารถใช้ Windows 10 แท้ได้ เพียงคนนั้นเข้าร่วมโครงการ Windows Insider



ซึ่ง Windows Insider เป็นโครงการที่ให้คนทั่วไปที่สนใจใน Windows 10 ช่วยทดสอบการใช้งาน Windows 10 รุ่นที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเก็บข้อมูลและข้อผิดพลาดและบักต่างๆ เอาไปแก้ไขให้รุ่นจริงมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อ Windows 10 ตัวจริงออกมาแล้ว คนที่อยู่ในโครงการ Windows Insider นี้จะได้รับสิทธิ์อัพเกรดเป็น Windows 10 แท้ด้วยไม่ต้องเสียเงินซื้อแม้แต่บาทเดียว แต่เป็นสิทธิ์ที่ผูกกับเครื่องนั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้เครื่องอื่นได้


สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วมโครงการ Windows Insider ก็สามารถลงทะเบียนและดาวน์โหลด Windows 10 มาติดตั้งได้จากเว็บไซต์ลิงค์นี้เลยครับ >>>https://insider.windows.com



ที่มา: www.theverge.com

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

วิธีออกจากระบบเฟสบุคเวลาเล่นเครื่องอื่น


บางครั้งคนเราอาจจะเร่งรีบไปหน่อย เข้าเฟสบุคในอุปกรณ์อื่นที่ไม่ใช่ของส่วนตัวเรา อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ในร้านอินเทอร์เน็ต หรือบางคนก็ใช้คอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่เราคนเดียวที่ใช้ และแน่อนสมัยนี้ทุกคนล้วนก็มีเฟสบุคกันทั้งนั้น เมื่อเล่นคอมฯมีเน็ตแล้วก็ต้องเข้าเฟสบุคเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งด้วยเหตุผลเหล่านี้แหละทำให้ผมฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า คนเราเดียวนี้พอล็อกอินเข้าเฟสแล้วหลายๆคน มักจะลืมออกจากระบบ ซึ่งเมื่อคนอื่นเข้ามาใช้คอมฯต่อจกาเราแน่นอนเขาก็ต้องใช้เฟสบุค เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเขาคนนั้นเป็นคนที่ดี ไม่ชอบแกล้งชาวบ้านหรือแอบไปโพสหรือแอบเอาข้อมูลของคนอื่นก็โอเค แต่โลกเรามีคนดีก็ต้องมีคนที่ไม่ดี ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาจะทำอะไรกับบัญชี facebook ของเราหรือป่าว

รู้ยังงี้แล้วไม่ต้องตกใจครับ เพราะเฟสบุคสามารถออกจากระบบได้จากเครื่องอื่น ซึ่งฟังชั้นนี้คุณ Mark Zuckerberg เขาทำขึ้นมาเพื่อคนที่ขี้ลืมโดยเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้นเราสามารถเช็คดูได้อีกว่า ยูเซอร์ ของเรานั้นล็อกอินจากที่ไหนบ้าง ใช้อะไรในการเข้าใช้ และที่สำคัญก็คือสามารถสั่ง ออกจากระบบ ได้ด้วย ทำให้คนขี้ลืมอย่างเรานั้นไม่จำเป็นต้องไป ออกจากระบบ จากเครื่องนั้นๆโดยตรง แหม่ สุดยอดจริงๆเลยครับ เอาละครับ ผมโม้ไปมากแล้วทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า เราจะสามารถ ออกจากระบบเฟสบุคเวลาเล่นเครื่องอื่น ได้อย่างไร?


ขั้นแรกเลยให้เราไปที่ "การตั้งค่า" ของเฟสบุคของเราครับ ตามรูป


เมื่ออยู่ในเมนูการตั้งค่าดังรูปแล้ว ให้เราคลิกไปที่ "ความปลอดภัย" จากนั้นตรง สถานที่ที่คุณเข้าสู่ระบบ ให้เรากดที่ "แก้ไข"



ตรงนี้เราจะเห็นว่ามีลิสต์ให้ดูว่าเราได้เข้าระบบแล้วไม่ได้ออกจากระบบอยู่ ซึ่งมีทั้ง เดสก์ท๊อป ก็คือคอมพิวเตอร์นั้นเอง และก็มี Messenger และ Facebook บนมือถือ ซึ่งหากเราไม่แน่ใจว่าอันไหนเป็นอันที่เราลืมออกจากระบบ ก็ให้กดไปที่ "สิ้นสุดกิจกรรททั้งหมด" เลยครับ  เพียงเท่านี้เราก็สามารถสั้งออกจากระบบบนเครื่องที่เราลืมไว้ได้แล้ว และไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาแอบใช้เฟสบุคของเรา

เป็นอย่างไงกันบ้างละครับสำหรับวิธีออกจากระบบเฟสบุคเวลาเล่นเครื่องอื่นจะเห็นได้ว่าไม่ยากอย่างที่ทุกคนคิดไว้เลย แล้วก็อย่าลืมแชร์ความรู้ดีๆนี้ให้เพื่อนๆคนอื่นด้วยนะครับ จะได้มีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ อีก ยังไงก็ขอบคุณนะครับที่สละเวลามาอ่านบทความวิธีออกจากระบบเฟสบุคเวลาเล่นเครื่องอื่นที่ผมเขียนนี้นะครับ สวัสดีครับ


เขียนโดย: ITClickMe.com